หน้าแรก
พระพุทธเจ้า
เสียงธรรมบรรยาย
(เว็บบอร์ด) forum
สารบัญเว็บไทย
คำสอนหลวงพ่อพุธ
รวมรูปภาพ
Guestbook
อ่านมิลินทปัญหา คลิกที่นี่
อ่านจตุคามรามเทพ  คลิกที่นี่
อ่านฐานิโยธรรม  คลิกที่นี่
อ่านฮาธรรมะ พระพยอม  คลิกที่นี่
ขอต้อนรับสู่ โรงแรมเดอะริช

สร้างพระเป็นๆกันดีกว่า

ช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา ผมได้ยินท่าน ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์ชื่อดังให้สัมภาษณ์ทางวิทยุว่า “เราสร้างพระอิฐพระปูนมามากแล้ว มาสร้างพระเป็นๆกันบ้างดีไหม”

ผมฟังแล้วก็ถูกใจอย่างยิ่ง และเห็นด้วยว่าถึงเวลาที่จะต้องหันมา “สร้างพระเป็นๆ” กันขนานใหญ่ได้แล้ว ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเสื่อมถอยไปมากกว่านี้

ทุกวันนี้ชาวพุทธนิยมสร้างพระอิฐพระปูนสร้างโบสถ์ใหญ่โตสารพัด นึกว่าสร้างแล้วจะได้บุญ ยิ่งสร้างใหญ่ยิ่งได้บุญมาก แต่ความจริงแล้วไม่ได้บุญ ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ไม่เคยคิดจะสร้าง “พระเป็นๆ” เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาซึ่งได้บุญมากกว่าเยอะ

การสร้างพระอิฐพระปูนสมัยนี้ มีการปลุกเสกด้วยท่วงท่าพิสดารมากมาย สุดแต่จะคิดกันขึ้นมา เพื่อให้ดูขลัง เป็นการสร้างจุดขายเพื่อหลอกคนให้หลงเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ พระสงฆ์เองก็พลอยเล่นด้วยกับพ่อค้า ทำพิธี ปลุกเสกกันแปลกๆ ขี่หลังช้างบ้าง ปลุกเสกบนเครื่องบินบ้าง ร่ายรำอาวุธบ้าง ซึ่งพุทธศาสนาไม่มี

ก็ไม่รู้ว่า “มหาเถรสมาคม” ที่มีหน้าที่กำกับดูแลพฤติกรรมของพระสงฆ์ ทำไมจึงปล่อยให้พระสงฆ์ทำตัวอุตริธรรมอย่างนี้

แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอให้ “สร้างพระเป็นๆ” ของท่าน ว.วชิรเมธี กำลังจะกลายเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้โอน “มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ไปสังกัดกระทรวงศึกษาในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้ “ครูพระ” ได้เข้ามา มีบทบาทในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ในโรงเรียนวิถีพุทธและโรงเรียนในชุมชนมากขึ้น

คุณปรีชา กันธิยะ อธิบดีกรมการศาสนาบอกว่า ครูพระปัจจุบันมีอยู่ 20,000 รูป ในอนาคตจะมีครูพระเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 รูป เมื่อครูพระย้ายไปสังกัดกระทรวงศึกษาแล้ว ก็จะได้เติมเต็มในบทบาท เข้าไปสอนศีลธรรมในโรงเรียน เผยแพร่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สอนเด็กให้เป็นคนดี ไม่เอาเปรียบคนอื่น

สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ คุณปรีชา บอกว่า ทางกรมจะเข้าไปพัฒนา “ศูนย์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์” ให้เป็นศูนย์ที่มีความสมบูรณ์ครบวงจร โดยจะร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. โดยได้มีการนำร่องไปแล้ว 3-4 แห่ง และวางเป้าหมายในอนาคตไว้ว่า จะจัดตั้งศูนย์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์นี้ให้ได้ 1 ตำบลต่อ 1 ศูนย์

ก็ต้องถือเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจยิ่ง

ผมเคยเขียนไว้ในคอลัมน์นี้นานแล้ว อยากจะให้วัดกลับมาเป็นโรงเรียนอีก เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ได้เรียนทั้งสองอย่าง คือ วิชาความรู้และศีลธรรม เพราะวัดมีอยู่แทบทุกตำบลในเมืองไทย แต่วันนี้คงจะยากที่จะดึงวัดออกมาจากการพาณิชย์ได้

การคิดตั้ง “ศูนย์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์” ให้ครบทุกตำบล และสร้าง “ครูพระ” หรือ “พระเป็นๆ” ที่ท่าน ว.วชิรเมธี พูดถึง เพื่อทำหน้าที่ในการสอนศีลธรรมและเผยแพร่ พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา จึงเป็นโครงการที่น่าชื่นชมและสมควรที่ชาวพุทธจะให้การสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง

การให้พระสงฆ์เข้ามามีบทบาทในการศึกษาของชาตินั้น ได้เริ่มมาตั้งแต่ สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แล้ว

การกำหนดให้พระสงฆ์เข้ามามีบทบาทในสังคมด้านการศึกษา ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้สภาพสังคมไทยในสมัยนั้นดีขึ้น ประชาชนได้ เรียนรู้หลักธรรมจากพระสงฆ์มาเป็นแนวทางปฏิบัติ ทำให้เป็นคนดี ที่สำคัญก็คือ ทำให้เกิด “เอกภาพ” หรือที่เราเรียกกันว่า “สมานฉันท์” ในปัจจุบัน เกิดขึ้นในสังคมไทย ทำให้สังคมไทยมีความเป็นปึกแผ่น สามารถรับมือกับภัยคุกคามของต่างชาติได้

การสร้าง “ครูพระ” หรือ “พระเป็นๆ” ที่มีความรู้ในพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาสังคมไทยในอนาคต

ข้อสำคัญอย่าลืมช่วยทำให้พระอุตริธรรมทั้งหลาย หมดไปจากหมู่สงฆ์ด้วย.

ที่มา จากหนังสือพิมพ์ "ไทยรัฐ"




ไปข้างบน